กระทรวงยุติธรรม cir
ไทย | ENG facebooktweeter ขนาดตัวอักษร
ก.ยุติธรรม แถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก UPR

ปลัดกระทรวงยุติธรรม แถลงผลการรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ ๒ ต่อที่ประชุมคณะทำงาน UPR สมัยที่ ๒๕ โดยในภาพรวมประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก จำนวน ๒๔๙ ข้อ พร้อมตอบรับทันที จำนวน ๑๘๑ ข้อ รวมทั้งนำข้อเสนอแนะที่เหลืออีก ๖๘ ข้อ เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ ห้องรับรองกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าว เรื่อง “รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR)” ต่อที่ประชุมคณะทำงาน UPR สมัยที่ ๒๕ ณ นครเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งกลไก UPR เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) ที่เน้นกระบวนการหารือเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Dialogue) รวมถึงเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่ประเทศเพื่อนสมาชิกสหประชาชาติ เพื่อพัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศได้ในลักษณะของเพื่อนแนะนำเพื่อน (Peer Review) และเป็นกระบวนการที่ใช้บังคับกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง ๑๙๓ ประเทศในรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ในภาพรวมประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก จำนวน ๒๔๙ ข้อ โดยประเทศไทยตอบรับทันที จำนวน ๑๘๑ ข้อ คิดเป็นร้อยละ ๗๒ ของข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ประเทศไทยได้รับ และขอนำกลับมาพิจารณารวมทั้งขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน ๖๘ ข้อ เพื่อจะได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ ๓๓ ทราบต่อไปในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ 

          นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้เป็นการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของกระทรวงยุติธรรมกรณีที่ประเทศไทยได้เสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ภายใต้กลไกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ UPR โดยการเสนอรายงานในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกประเทศได้รับเท่ากัน คือ ๓ ชั่วโมงครึ่ง และวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ จะเป็นวันที่คณะทำงาน UPR ลงมติกันว่าจะรับรองการเสนอรายงานของประเทศหรือไม่ ซึ่งจะตรงกับเวลา ๑๖.๓๐ น. ตามเวลาท้องถิ่น 

          ด้านองค์ประกอบของคณะผู้แทนไทย จะมีหน่วยงานหลักในการจัดทำรายงานการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มประชาสังคม โดยมีหน่วยงานหลัก ๒ กระทรวง คือ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรม ทีมองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยมีทั้งหมด ๑๐ หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

          สำหรับการรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเป็นกระบวนการสหประชาชาติ โดยเฉพาะคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เป็นกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ที่จะทำให้ทุกประเทศเกิดพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ที่ผมเน้นว่าเป็นกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ เพราะมีข่าวที่สร้างความสับสนว่าประเทศไทยถูกเรียกไปซักถาม แต่หากทุกท่านเห็นบรรยากาศท่านจะทราบว่าไม่ได้เป็นการถูกเรียกไปซักถามแล้วต้องไปชี้แจงแต่อย่างใด ทีมงานของแต่ละหน่วยงานจะมีการเตรียมคำตอบในแต่ละประเด็น โดยกระบวนการนี้เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๕๔ ในครั้งนี้สมาชิกสหประชาชาติ จำนวน ๑๙๐ กว่าประเทศต้องมานำเสนอรายงานทีละประเทศเป็นช่วงๆ สำหรับประเทศไทยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๔ รอบหนึ่งจะมีระยะเวลา ๔ ปีครึ่ง โดยครั้งนี้เป็นรอบสองของประเทศไทย ซึ่งพัฒนาการจากรอบแรกมาถึงรอบสองเราได้คุยกันว่าประเทศไทยมีพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนอะไรบ้าง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔

          ทั้งนี้ การจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยไม่ได้ให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ต้องให้กลุ่มประชาสังคมและภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำงานด้วย สำหรับประเทศไทยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำรายงาน และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ช่วยเหลือในการจัดทำรายงาน การทำรายงานของประเทศไทยมีจำนวน 20 หน้า ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับทุกประเทศ ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เดินสายไป ๕ ภาคทั่วประเทศ จัดทำรายงานในประเด็นต่างๆ จำนวน ๒๗ ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันสหประชาชาติ หรือ UN มีการจัดทำรายงานข้อเท็จจริง จำนวน ๑๐ หน้า ของกลุ่มประชาสังคมมีจำนวน ๑๐ หน้า และมีการนำข้อมูลลงในเว็บไซต์ของสหประชาชาติมาตั้งนานแล้ว และประเทศเพื่อนสมาชิกที่สนใจมีข้อสงสัย ข้อห่วงใยและข้อกังวลต่างๆ สามารถส่งคำถามล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ของสหประชาชาติได้เช่นกัน โดยประเทศไทยมีคำถามล่วงหน้าจากเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ๑๔ ประเทศ เช่นเดียวกันกับบทบาทของประเทศไทยในเวทีนี้มีข้อกังวลไปยังประเทศอื่นด้วย ซึ่งลักษณะนี้เป็นกระบวนการของเพื่อนแนะนำเพื่อน (Peer Review) เป็นกระบวนการเชิงสร้างสรรค์

          โดยประเทศไทยนำเสนอรายงานในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่แจ้งความประสงค์ว่า อยากมีข้อเสนอแนะและสื่อสารกับประเทศไทย จำนวน ๑๐๒ ประเทศ สำหรับกระบวนการในการนำเสนอรายงานมีเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงครึ่ง โดยแบ่งเป็นการนำเสนอรายงานของประเทศ จำนวน ๗๐ นาที และการนำเสนอข้อเสนอแนะของประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง ๑๐๒ ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต้องแบ่งเวลากันนำเสนอเพียงประเทศละ ๑ นาที ๑๐ วินาที 

          ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะ ได้กล่าวถึงการพัฒนาสิทธิมนุษยชนของประเทศ ซึ่งสิทธิมนุษยชนในระดับสากลมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับอนุสัญญา จำนวน ๙ ฉบับ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามไปแล้ว จำนวน ๗ ฉบับ คงเหลืออีก ๒ ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายหลังจากที่กล่าวจบจากนั้นหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมทีมได้นำเสนอรายงานต่อ เมื่อนำเสนอรายงานเรียบร้อยแล้ว สมาชิกสหประชาชาติ จำนวน ๑๐๒ ประเทศ ก็จะเสนอข้อเสนอแนะซึ่งสามารถสรุปได้ทั้งหมด ๒๔๙ ข้อ โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นการปราบปรามการค้ามนุษย์ สิทธิแรงงาน การเสริมสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนทั่วไป การคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน สตรี และคนชรา การคุ้มครองสิทธิคนต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น สิทธิในการร่วมชุมนุมและการรวมกลุ่ม กฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา ๑๑๒) และคำแนะนำในการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ การยกเลิกโทษประหารชีวิต และการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย

          สำหรับบรรยากาศที่ประชุมโดยรวม นอกจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะมีข้อเสนอแนะแล้วยังได้ชื่นชมเกี่ยวกับพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนของไทย โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยมีแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๓ แล้ว รวมทั้งความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การรับรองสิทธิในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน การปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทย การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และด้านต่างๆ ตลอดจนความเสมอภาคทางเพศของประเทศไทย นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้ประเทศไทยดำเนินการให้เกิดประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งทุกประเทศต่างเอาใจช่วยเพื่อให้การพัฒนาประชาธิปไตยที่กำหนดไว้ตาม Road Map สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์

          ภายหลังจากได้รับข้อเสนอแนะ ได้ประสานงานกลับมายังประเทศไทยเพื่อตรวจสอบข้อมูล เกี่ยวกับข้อเสนอแนะทั้ง ๒๔๙ ข้อ พบว่า ประเทศไทยจะสามารถรับข้อเสนอแนะได้ทันที จำนวน ๑๘๑ ข้อ และนำข้อเสนอแนะ จำนวน ๖๘ ข้อ กลับมาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก่อนจะแจ้งตอบรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อที่ประชุมฯ ทั้งนี้ มีข้อเสนอ จำนวน ๗ ข้อ ที่ประเทศไทยสามารถให้คำมั่นสัญญาโดยสมัครใจได้ทันที เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมข้อเสนอ ๗ ข้อ นำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรียบร้อยแล้ว เช่น การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับพันธะของประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมด การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนศึกษาให้แพร่หลายกว้างขวางในทุกระดับ สิทธิมนุษยชนกับการดำเนินการทางธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ รวมทั้งการยืนยันที่จะเปิดกว้างสำหรับกลไกต่างๆ ของสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติที่จะเข้ามาเยือนประเทศไทยซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป

          กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ จะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาข้อเสนออีก ๖๘ ข้อ ว่ามีเรื่องใดบ้างที่จะตอบรับเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องแจ้งกลับภายในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเผยแพร่การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) ให้คนไทยได้รับรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง 

          สำหรับแนวโน้มด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยภายหลังกระบวนการรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนฯ คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนครบตามมาตรฐานโลกทั้งหมด ๙ ฉบับ และมีพัฒนาการด้านสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งที่มองเห็นชัดเป็นรูปธรรมจะเป็นภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะมีสิทธิด้านต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ตลอดจนจะมีการกล่าวถึแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ มากขึ้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่สำคัญที่จะทำให้สิทธิมนุษยชนในประเทศมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 

          ทั้งนี้ จะได้ทราบถึงเรื่องแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ เพิ่มมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญ และทำให้สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีข้อสังเกตว่าในระหว่าง ที่มีการเสนอรายงาน UPR สถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร เมื่อเสร็จสิ้นจากการปิดรายงาน UPR และที่ประชุมรับรองการเสนอรายงานของประเทศไทยแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่ รวมถึงประธานฯ มาร่วมแสดงความยินดี  และแสดงความ ชื่นชมกับประเทศไทยที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และให้ความสำคัญและสนับสนุนกระบวนการ UPR ของประเทศไทย โดยดูจากเว็บไซต์ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังรายงาน UPR ซึ่งจากปกติอันดับความสนใจสูงสุดของประเทศอื่นๆ จะมีแค่จำนวน ๑,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ คนเท่านั้น แต่ของประเทศไทยมีจำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ คน

          และในคำกล่าวปิดของผมได้กล่าวว่า ประเทศไทยได้ตื่นตัวในเรื่องสิทธิมนุษยชนมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นพันธะที่ภาครัฐจะต้องติดตามและทำงานทางด้านการส่งเสริมคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้นเพื่อจะนำไปรายงานในอนาคต (สี่ปีครึ่ง) สำหรับจำนวนของข้อแนะนำที่ประเทศไทยได้รับมาจะขอยกตัวอย่างให้เห็นว่า ข้อแนะนำที่ประเทศอื่นได้รับเป็นอย่างไรบ้าง อาทิ สหรัฐอเมริกาได้รับข้อเสนอแนะ จำนวน ๓๔๓ ข้อ โดยยอมรับ จำนวน ๑๘๐ ข้อ และนำกลับไปพิจารณาใน ๓ เดือน จำนวน ๑๙๓ ข้อ ประเทศฝรั่งเศส ได้รับข้อเสนอแนะ จำนวน ๑๖๖ ข้อ ตอบรับ จำนวน ๑๓๖ ข้อ ปฏิเสธทันที จำนวน  ๒๗ ข้อ และนำกลับไปพิจารณา จำนวน ๓ ข้อ ขณะที่ประเทศอังกฤษได้รับข้อเสนอแนะ จำนวน ๑๓๒ ตอบรับ จำนวน ๙๑ ข้อ นำกลับไปพิจารณา จำนวน ๔๑ ข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการ UPR เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ และเป็นกระบวนการที่ทุกประเทศ สามารถเข้าร่วมได้อย่างเสมอภาคกัน อีกทั้งเป็นกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน บรรยากาศไม่ใช่การท้วงติง แต่เป็นการเสนอแนะเรื่องสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมเป็นหลักๆหนึ่งในเรื่องสิทธิมนุษยชนสากลที่แต่ละประเทศต้องเสนอตามหลักสิทธิพื้นฐานเหล่านี้ อาทิ เรื่องเด็ก การไม่ซ้อมทรมาน แรงงานต่างด้าว แล้วแต่ละประเทศที่จะหยิบยกขึ้นมาพูด

 

 


 

Read 970 times

banner
banner
banner
banner
banner

banner 0
banner 1
banner 1

banner 1
มกราคม 2563
อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31 1

28 มกราคม 2563 | 14.30 - 16.30 น.

ประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม

ผอ.สกม.เข้าร่วมประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 1 ชั้น 9 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ     *ขอเลื่อนการประชุม วันที่ 17 ม.ค.2560 (ยธ 0101/80 ลว 13 ม.ค.2560)

facebooktweeter

Copyrights 2014 - กระทรวงยุติธรรม
อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
เลขที่๑๒๐ หมู่๓ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐

โทรศัพท์ : 0-2141-5100 Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2556
  • 0
  • 0
  • 6
  • 8
  • 7
  • 8
  • 4
  • 9