กระทรวงยุติธรรม cir
ไทย | ENG facebooktweeter ขนาดตัวอักษร
กรมบังคับคดี แถลงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ ๓

         กระทรวงยุติธรรม โดยกรมบังคับคดี แถลงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ ๓ โดยเร่งผลักดันทรัพย์สิน
รอการขาย พร้อมพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

         เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี
เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของกรมบังคับคดีในไตรมาสที่ ๓ (เดือนเมษายน- มิถุนายน ๒๕๕๙)
ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมี นางศศิวิมล ธนศานติ
รองอธิบดีกรมบังคับคดี นายทรงธรรม พูนเกษมทรัพย์ รองอธิบดีกรมบังคับคดี พร้อมทั้งสื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง
เข้าร่วมฯ ณ ศูนย์บังคับคดีล้มละลายส่วนหน้า ชั้น ๑ อาคาราชบุรีดิเรกฤทธิ์ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ
         นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า กรมบังคับคดีดำเนินงานภายใต้ นโยบายคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ นโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเน้นการเสริมสร้าง
ความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของภาคธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์การดำเนินงานอย่างมืออาชีพ บนพื้นฐาน
ความเป็นธรรม ตามมาตรฐานสากลอย่างมั่นคง กรมบังคับคดี ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย
ให้ก้าวสู่การเป็นประเทศไทย ๔.๐ แห่งยุคสังคมดิจิทัล ที่ยึดหลักการทำงานที่มีความสะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพ
ซึ่งกรมบังคับคดีมีผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาสที่ ๓ (เมษายน- มิถุนายน ๒๕๕๙) ดังนี้
         ๑. การเร่งผลักดันทรัพย์สินรอการขายของกรมบังคับคดีเพื่อเสริมสร้างการเติบโตและสภาพคล่องของ
เศรษฐกิจของประเทศ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กำหนดนโยบายเร่งรัดการผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบ
การบังคับคดี โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนคือ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่อง การขายทอด
ตลาดห้องชุด ที่ไม่ต้องมีการชำระค่าส่วนกลาง รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในระบบ
การบังคับคดี การส่งคำสั่งซื้อทางอิเลกทรอนิกส์ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งได้กำหนดจัดมหกรรมการขายทอด
ตลาดและการขายทอดตลาดในวันหยุดราชการ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีสามารถ
เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มกลุ่มเป้าหมายรายใหม่ และเป็นปัจจัยเลือกทางการลงทุน
รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ จากผลการดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้กรมบังคับคดีสามารถผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบ
การบังคับคดีในไตรมาสที่ ๓ (เมษายน- มิถุนายน ๒๕๕๙) เป็นจำนวน ๒๒,๔๓๐,๙๘๔,๐๐๕ ล้านบาท รวม ๙ เดือน
เป็นจำนวน ๗๓,๘๒๗,๕๐๓,๘๐๕ บาท โดยมีกระบวนการทำงานตามนโยบาย ๔ ร. คือ ๑.เร่งติดตามคำสั่งของศาล
ที่ขออนุญาตขายทอดตลาด ๒. เร่งจัดประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ โดยเฉพาะทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน
๕๐ ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง ๓. เร่งการออกประกาศขาย และ ๔. เร่งผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบ
         ๒. การพัฒนาระบบบริหารจัดการคดี (Case management) โดยเร่งรัดสำนวนคดีค้างดำเนินการเกิน ๑๐ ปี
ที่มีอยู่จำนวน ๑๓,๘๙๒ คดี ดำเนินการเสร็จ จำนวน ๒,๐๙๕ คดี คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๐๘ ของเรื่องที่ค้างดำเนินการ
         ๓. การเสริมสร้างและพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงิน
และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้บริการด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีแก่ประชาชนได้อย่าง
ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคม โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา
หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณูปโภค หนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
และหนี้เกษตรกร ซึ่งผลการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีทั่วประเทศ ในไตรมาสที่ ๓ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
มีเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย จำนวน ๓,๙๕๖ เรื่อง ไกล่เกลี่ยสำเร็จ จำนวน ๓,๒๗๔ เรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๘๒.๗๖
ของเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย คิดเป็นทุนทรัพย์ ของเรื่องที่ไกล่เกลี่ยสำเร็จ เป็นจำนวน
๑,๔๓๔,๘๙๗,๐๓๘.๒๕ บาท นอกจากนี้ จะเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้กับลูกหนี้ โดยร่วมมือกับธนาคาร
แห่งประเทศไทย ในการช่วยลดหรือป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ที่ผ่านการไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี กลับมามีหนี้สินเสียอีก
รวมทั้งการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดีให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
         ๔. การพัฒนากฎหมาย ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้มีความ
ทันสมัยและมีมาตรฐานสากล เพื่ออำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมทั้งเพื่อเสริมสร้าง
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ซึ่งกรมบังคับคดีได้เสนอขอแก้ไขกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๕๙
(การฟื้นฟูกิจการ) การเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย ฉบับที่(..) พ.ศ. .... และการเสนอร่าง
พระราชบัญญัติการบังคับคดี
         ๕. การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อเข้าสู่ “ Digital Economy”
ใส่ใจในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของกรมบังคับ
คดีได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว อย่างทั่วถึง ตลอดจนเป็นการสร้างความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการ
ปฏิบัติงานของกรมบังคับคดี โดยการพัฒนาระบบต่างๆ ดังนี้
            ๕.๑ ระบบนำร่องการประมูลขายทอดตลาดทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Offering Auction
Pilot Project System ) ตามที่ได้มีการประกาศขายครั้งแรกใน ๔ จังหวัดนำร่อง (เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา
สงขลา) เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙ เป็นการขายทุกวันอาทิตย์ มีทรัพย์ที่ประกาศขาย ๒๐ คดี รวม ๓๑ รายการ
ราคาประเมินรวม ๑,๔๔๓,๒๖๔,๒๑๑ บาท ขายได้เป็นเงิน ๑๒๗,๘๓๐,๐๐๐ บาท
            ๕.๒ ระบบ E-Payment ระบบการส่งเงินคืนให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงกับ
ระบบ PromtPay อีกด้วย
            ๕.๓ ระบบ EDC Payment การวางเงินประกันด้วยบัตรเดบิต / เครดิต ทางเลือกใหม่ของผู้ซื้อทรัพย์
ในการวางหลักประกันเพื่อเข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ที่สามารถใช้บัตร ATM
บัตร VISA DEBIT หรือบัตร CREDIT โดยไม่ต้องนำเงินสดมาวางหลักประกันในการซื้อทรัพย์ เป็นการ
เพิ่มความสะดวก ลดความเสี่ยง และลดต้นทุน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ และจะมีการ
ใช้ครบทั่วประเทศภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙
         ๖. การพัฒนาและบูรณาการงานด้านต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีแพ่งและคดีล้มละลาย
            ๖.๑ กรมบังคับคดี เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติ
เมื่อวันที่ ๒๒ – ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ในเรื่องของแนวโน้มหรือกระแสปัจจุบันของคดีล้มละลายข้ามชาติ ซึ่งกรมบังคับคดีสามารถตอบโจทย์
การล้มละลายข้ามชาติในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
            ๖.๒ การดำเนินการตามกรอบการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก
โดยกรมบังคับคดีรับผิดชอบใน ๒ ตัวชี้วัด คือ ตัวชี้วัดที่ ๙ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงและตัวชี้วัดที่ ๑๐
การแก้ไขปัญหาล้มละลาย ซึ่งไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่ ๑ ของโลก ในตัวชี้วัดที่ ๙
และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ ๑ ของเอเชียในตัวชี้วัดที่ ๑๐ เพื่อเรียนรู้และนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุง
พัฒนาระบบกลไกการดำเนินงานของกรมบังคับคดีให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
         ๗. การส่งเสริมศักยภาพของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กรมบังคับคดีได้เข้าไปสู่
กระบวนการช่วยเหลือ SMEs อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการดำเนินการเรื่องการไกล่เกลี่ย การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย
ฟื้นฟูกิจการ รวมถึงเป็นเครือข่ายของศูนย์ช่วยเหลือ SMEs ( SMEs Rescue) โดยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง
องค์ความรู้ เผยแพร่ ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs และขับเคลื่อนธุรกิจ SMEsผ่านงานต่างๆ
ได้แก่ การจัดบรรยายพระราชบัญญัติล้มละลาย ฉบับที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๕๙ ร่วมงานสานพลัง SMEs พลิกฟื้นยืนได้
ใส่ใจผู้ประกอบการ และงาน Smart SME Expo ๒๐๑๖ อีกทั้ง ได้เข้าร่วมในพิธีลงนามความร่วมมือกับหน่วยงาน
พันธมิตรในการสนับสนุนและส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพ SMEs ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดย่อม นอกจากนี้ ล่าสุดกรมบังคับคดีได้ผลิตคู่มือกฎหมายที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ในรูปแบบ
ที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย โดยจะมีการเผยแพร่สู่ประชาชนทั่วประเทศต่อไป

****************************************************************************

Read 453 times

banner
banner
banner
banner
banner

banner 0
banner 1
banner 1

banner 1
มกราคม 2563
อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31 1

28 มกราคม 2563 | 14.30 - 16.30 น.

ประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม

ผอ.สกม.เข้าร่วมประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 1 ชั้น 9 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ     *ขอเลื่อนการประชุม วันที่ 17 ม.ค.2560 (ยธ 0101/80 ลว 13 ม.ค.2560)

facebooktweeter

Copyrights 2014 - กระทรวงยุติธรรม
อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
เลขที่๑๒๐ หมู่๓ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐

โทรศัพท์ : 0-2141-5100 Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2556
  • 0
  • 0
  • 6
  • 8
  • 7
  • 8
  • 4
  • 9