กระทรวงยุติธรรม cir
ไทย | ENG facebooktweeter ขนาดตัวอักษร
  • บิดามารดากับบุตร

    บิดามารดากับบุตร   ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวนั้น นอกเหนือจากจะมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ การหมั้นหมาย การสมรส การหย่าที่เคยกล่าวไปแล้ว เรื่องความสัมพันธ์ของบิดามารดากับบุตรก็เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่ปัญหาว่า บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นอย่างไร หากบิดามารดาไม่สมรสกัน แน่นอนว่า บุตรที่คลอดจากมารดา ย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้หญิงคนนั้นแน่ ๆ แต่สำหรับบิดาล่ะ จะมีกลไกอย่างไรบ้างที่จะยืนยันความเป็นบุตรได้ นอกจากนั้นยังมีสิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตร ซึ่งเนื้อหาต่างๆ เหล่านี้จะทยอยเล่าสู่กันฟังต่อไป  

  • แบ่งสินสมรสที่จัดการไปโดยไม่ถูกต้อง

    แบ่งสินสมรสที่จัดการไปโดยไม่ถูกต้อง           ในตอนที่ก่อน ๆ เคยกล่าวไปว่า เมื่อสามีภรรยาหย่าขาดจากกันให้แบ่งสินสมรสกันไปเท่า ๆ กันคนละครึ่ง อย่างไรก็ตาม บางครั้งถ้าสามีหรือภรรยาได้จัดการทรัพย์สินสินสมรสไปโดยไม่เหมาะสม เช่น สามีเอาเงินสินสมรส 50,000 บาทไปเล่นการพนัน หรือภรรยาแอบโอนที่ดินสินสมรส มูลค่า 1 ล้านบาทให้แก่พี่ชายของตน เพราะตั้งใจแล้วว่า จะหย่าขาดจากสามี ดังนี้ หากมีการแบ่งสินสมรสเท่าที่มีอยู่จริงในวันที่จดทะเบียนหย่าหรือวันฟ้องหย่า ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดว่าในเวลาแบ่งสินสมรส ก็ให้นำเงิน 50,000 ที่สามีเอาไปเล่นการพนัน หรือที่ดิน 1 ล้านที่ได้โอนออกไปแล้วนั้นมาเป็นฐานในแบ่งสินสมรสด้วย

  • แบ่งหนี้

    แบ่งหนี้         ในระหว่างการเป็นสามีภรรยากันนั้น หากมีทรัพย์สินอันใดงอกเงยขึ้นมา โดยหลักก็ย่อมถือเป็นสินสมรส เช่นเดียวกัน การก่อหนี้ เพื่อประโยชน์โดยรวมของครอบครัวหรือของบุตร ก็ย่อมถือเป็นหนี้ร่วมที่ทั้งสามีหรือภรรยาต้องรับผิดชอบร่วมกัน และถึงแม้ว่า ทั้งคู่จะหย่าขาดจากกันไปแล้วก็ตาม ความรับผิดในหนี้ร่วมดังกล่าว บางครั้งก็อาจจะยังไม่สิ้นสุด ตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่สมปองกับสมใจยังเป็นสามีภรรยากันนั้น สมปองได้ไปกู้เงินเอกชัย 50,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ต่อมาทั้งคู่ได้หย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นไม่นาน เอกชัยได้ฟ้องเรียกเงินกู้คืน สมปองจึงได้ชำระไป ดังนี้ สมปองย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยจากสมใจ อดีตภรรยาได้ 25,000 บาท  

  • แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง

    แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง          เมื่อสามีภรรยาหย่าขาดจากกัน กฎหมายก็ให้ทั้งคู่แบ่งสินสมรสซึ่งเดิมเคยเป็นเจ้าของร่วมกันไปคนละครึ่ง แต่ถ้าสินสมรสที่มีใช้หนี้หมดไปแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรมาให้แบ่งกันอีก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่มีหนี้สินเลยหรือมีแต่หักหนี้สินไปแล้วยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ ก็ให้นำมาแบ่งกันครับ การแบ่งนี้ อาจเป็นการเอารายการทรัพย์สินมากางดู และตกลงแบ่งกันไปเลยก็ได้ ถ้าแบ่งไม่ได้ ก็อาจจะเอาไปขาย ไม่ว่าจะเป็นการขายโดยประมูลราคาระหว่างกันเอง หรือขายทอดตลาด จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า หากจดทะเบียนหย่าหรือศาลพิพากษาให้หย่าและคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้ายังไม่ได้แบ่งสินสมรส ก็ต้องมาฟ้องภายในอายุความ 10 ปี 

  • เวลาแบ่งทรัพย์สิน 2

    เวลาแบ่งทรัพย์สิน 2          ในตอนที่แล้วได้ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเวลาการจดทะเบียนหย่าไปแล้ว ว่าถือเป็นกำหนดเวลาที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์สินสินสมรสกัน แต่ถ้าหากการหย่าร้างกันนั้นเป็นการหย่าตามคำพิพากษาของศาล โดยหลักแม้ว่าทั้งคู่จะขาดจากการสมรสหรือความเป็นสามีภรรยากันของทั้งคู่จะสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม แต่สำหรับเรื่องทรัพย์สินของทั้งคู่นั้น กฎหมายให้ถือย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีการฟ้องหย่ากันนั่นก็คือ ให้จัดการแบ่งสินสมรสที่มีอยู่ในวันฟ้องหย่านั้นเลย โดยให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงเท่า ๆ กันคนละครึ่ง ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อ ๆ ไป 

  • เวลาแบ่งทรัพย์สิน 1

    เวลาแบ่งทรัพย์สิน 1         ประเด็นหนึ่งที่สำคัญเมื่อสามีหรือภรรยาหย่าขาดจากกันก็คือ การแบ่งปันทรัพย์สินสินสมรส ซึ่งหากเป็นการหย่าโดยความสมัครใจของทั้งคู่ ก็ให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่จดทะเบียนหย่า ซึ่งบางครั้ง เวลาจดทะเบียนหย่าก็สำคัญมาก ๆ ตัวอย่างเช่น สมปองได้จดทะเบียนหย่าจากสมหญิงในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ในเวลา 15.00 น. แต่ต่อมาเวลา 15.30 น. ได้มีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ปรากฏว่า สมปองถูกรางวัลที่หนึ่ง อย่างนี้ เม็ดเงินทั้งหมดก็เป็นของสมปองแต่ผู้เดียวไม่ใช่สินสมรสที่ต้องแบ่งกับสมหญิงครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากทั้งคู่จดทะเบียนหย่าช้าไปอีกนิด เป็นเวลา 15.50 น. อย่างนี้ แม้ตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าถูกรางวัล แต่ที่แน่ ๆ สมหญิงก็มีส่วนแบ่งในรางวัลที่หนึ่งอยู่ด้วย  

  • ไม่จดทะเบียน ไม่กระทบบุคคลภายนอก

    ไม่จดทะเบียน ไม่กระทบบุคคลภายนอก           สมัยเช่าอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสินสมรสของสมชายและสมหญิง ทั้งคู่ มีสัญญาก่อนสมรสให้สมชายเป็นผู้มีอำนาจจัดการสินสมรสแต่โดยลำพัง ต่อมาศาลพิพากษา ให้หย่าขาดจากกัน แต่สมหญิงยังมิได้นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่า ในระหว่างนั้นเอง สัญญาเช่าอาคารสินสมรสได้สิ้นสุดลง สมัยผู้เช่าจึงไปตกลงทำสัญญาเช่ากับสมชายดังที่เคยปฏิบัติมา พอสมหญิงทราบก็เลยมาโวยว่า ตนได้หย่าขาดจากสมชายแล้ว สมชายไม่มีสิทธิจัดการอาคาร ดังกล่าวอีกต่อไป อย่างนี้ สมหญิงท่าจะแพ้ครับ เพราะกฎหมายกำหนดว่าการหย่าโดยคำพิพากษาแม้จะมีผลแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนก็จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิของสมัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่สุจริต 

  • การหย่ามีผลเมื่อจดทะเบียน

    การหย่ามีผลเมื่อจดทะเบียน          เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทนใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกับอีกฝ่ายต่อไปไม่ได้ และต้องการจะเลิกร้าง หากมีพฤติการณ์เข้ากับเหตุฟ้องหย่า เช่น สามีอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันท์ภรรยา หรือภรรยามีอาการวิกลจริตติดต่อกันสามปี ไม่มีท่าทีจะหายขาด อีกฝ่ายก็ต้องขอพึ่งบารมีศาลแล้วล่ะ และหากต่อมา ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน เมื่อใดก็ตามที่คำพิพากษาถึงที่สุด เช่น เวลาที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้ว หรือศาลชั้นต้นตัดสินแล้วให้หย่าขาดจากกัน ผ่านไป 30 วันไม่มีการอุทธรณ์ คดีก็ย่อมถึงที่สุด และวัน เวลาที่คดีถึงที่สุดนี้เอง ที่ถือว่าการหย่าตามคำพิพากษามีผลผูกพัน แต่เพียงแค่นั้น ยังไม่พอ เพราะถ้าจะให้สมบูรณ์จริง ๆ ก็ต้องนำเอาคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่าด้วย

  • การเลิกชำระค่าเลี้ยงชีพ

    การเลิกชำระค่าเลี้ยงชีพ            เมื่อศาลได้พิพากษาให้มีการจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่อดีตสามีหรือภรรยา เป็นจำนวนเงินเท่าใดและเป็นระยะเวลานานเท่าใดแล้ว โดยหลักก็ต้องเป็นไปตามนั้นจะมาเบี้ยวหรือมาบิดพลิ้วกันไม่ได้ครับ อย่างไรก็ตาม หากอดีตสามีหรือภรรยาที่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพได้เสียชีวิตไปแล้ว หรือได้สมรสใหม่แล้ว สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพดังกล่าวก็ย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วย นอกจากนั้น ในกรณีที่อดีตสามีหรือภรรยาที่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพมีรายได้ ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นต้นว่า สมหญิงได้รับมรดกจากเจ้าคุณปู่หลายร้อย สมชายอดีตสามีที่ต้องคอยจ่ายค่าเลี้ยงชีพอยู่ทุกเดือน ก็สามารถร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้ 

  • การเรียกค่าเลี้ยงชีพ 6

    การเรียกค่าเลี้ยงชีพ 6          ค่าเลี้ยงชีพที่คู่สมรสจ่ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งหลังจากที่หย่าขาดจากกันแล้วนั้น หากเป็นการฟ้องหย่าก็ต้องมีการขอค่าเลี้ยงชีพไปในคำฟ้องหรือคำฟ้องแย้งด้วย มิเช่นนั้น จะมาฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังไม่ได้ และเช่นเดียวกัน สำหรับการหย่าโดยความสมัครใจที่ทั้งคู่จูงมือกันไปไปจดทะเบียนหย่า ก็จะต้องทำหนังสือจดบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพไว้ด้วย มิเช่นนั้น จะมาฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังไม่ได้ ที่สำคัญ สิทธิที่จะได้รับค่าเลี้ยงชีพไม่ว่าตามคำพิพากษาของศาลหรือตามข้อตกลงเมื่อจดทะเบียนหย่านี้ จะสละ หรือโอนไปให้บุคคลอื่นไม่ได้ และไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดหรืออายัดเงินค่าเลี้ยงชีพของลูกหนี้ได้


  • banner
    banner
    banner
    banner
    banner

    banner 0
    banner 1
    banner 1

    banner 1
    สิงหาคม 2562
    อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    28 29 30 31 1 2 3
    4 5 6 7 8 9 10
    11 12 13 14 15 16 17
    18 19 20 21 22 23 24
    25 26 27 28 29 30 31

    27 สิงหาคม 2562 | 14.30 - 16.30 น.

    ประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม

    ผอ.สกม.เข้าร่วมประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 1 ชั้น 9 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ     *ขอเลื่อนการประชุม วันที่ 17 ม.ค.2560 (ยธ 0101/80 ลว 13 ม.ค.2560)

    facebooktweeter

    Copyrights 2014 - กระทรวงยุติธรรม
    อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
    เลขที่๑๒๐ หมู่๓ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐

    โทรศัพท์ : 0-2141-5100 Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

    จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2556
    • 0
    • 0
    • 6
    • 8
    • 7
    • 6
    • 6
    • 0